วัดพระศรีมหาธาตุ

ตำนาน-ประวัติ พระพุทธรูปปางนาคาวโลก วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร กทม.

วัดพระศรีมหาธาตุ

พระพุทธรูปปางนาคาวโลก วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร กทม.

พระพุทธรูปปางนาคาวโลก วัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร พระพุทธรูปอยู่ใน พระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ขวาห้อยเยื้องมาข้างหน้าวางไว้ที่พระเพลา(ตัก)ด้านซ้าย พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระองค์ตามปกติ บางแบบพระหัตถ์ซ้ายห้อยมาข้างหน้า พระหัตถ์ขวาห้อยลงตามปกติ เอี้ยวพระวรกายผินพระพักตร์เหลียวไปข้างหลัง บางแบบพระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ(อก)

  • ประวัติพระพุทธรูปปางนาคาวโลก ความเป็นมาของปางนาคาวโลก
    วันหนึ่งเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระชนมายุ 80 พรรษาแล้ว ทรงนำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จออกจากรุงเวสาลี พร้อมรับสั่งว่า การเห็นกรุงเวสาลีครั้งนี้เป็นปัจฉิมทัศนา คือ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย การตรัสเช่นนี้ถือเป็นมรณญาณ เป็นลสงบอกให้ทราบว่าพระพุทธองค์ใกล้ปรินิพพานแล้ว และทรงทราบด้วยพระญาณว่า แม้มหาชนทั่วไปก็ไม่อาจเห็นเมืองเวสาลีอีก เพราะหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน กองทัพของพระเจ้าอชาตศัตรูจะเข้ายึดเมืองเวสาลีเพราะกษัตริย์ลิจฉวีไม่ได้ตั้งมั่นในอาปริหานิยธรรมที่พระพุทธองค์ประทานสำหรับใช้ปกครองร่วมกัน ซึ่งเคยต้านทัพของพระเจ้าอชาตศัตรูไว้ได้ถึง 2 ครั้ง การทอดพระเนตรครั้งนี้ เรียกว่า “นาคาวโลก” คือการเหลียวมองอย่างพญาช้าง สถานที่นี้มีผู้สร้างเจดีย์เอาไว้เรียกว่า “นาคาวโลกเจดีย์” เลยเป็นที่มาของปางนาคาวโลก และการสร้างพระพุทธรูปปางนาคาวโลก

ขอขอบคุณแหล่งที่มา…

คาถาหลวงพ่อปาน

ตำนานของขลัง “พระคาถาเรียกทรัพย์” คาถาหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

คาถาหลวงพ่อปาน

“พระคาถาเรียกทรัพย์” 

“พระคาถาเรียกทรัพย์” คาถาหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา

คาถาเรียกทรัพย์ เป็นคาถาของ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา หมั่นสวดไว้เป็นประจำ จะมีแต่สิ่งดีดี เข้ามาในชีวิต สวดพระคาถาเรียกทรัพย์ 3, 5, 7, 9 จบ ก่อนนอน ตื่นนอน และตอนตักข้าวใส่บาตร พระเครื่องหลวงพ่อปาน

นะโม  จบแล้วกล่าว คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า พระคาถาหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (1 จบ)
วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถีโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

ขอขอบคุณแหล่งที่มา tumsrivichai.com

ตำนานคาถาของขลัง

ตำนานคาถาของขลัง คาถาหลวงปู่มั่น

ตำนานคาถาของขลัง

ตำนานคาถาของขลัง คาถาหลวงปู่มั่น

คาถาหลวงปู่มั่น พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ตำนานคาถาของขลัง คาถาพระพุทธเจ้าตอนชนะมาร เป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มากใช้ภาวนาป้องกันภยันอันตรายทั้งปวง

ปัญจะมาเร ชิโน นาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
จะตุสัจจัง ปะกาเสติ ธัมมะจักกัง ปะวัตตะยิ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง

คาถาบูชาพระแม่โพสพ

ตำนานของขลัง คาถาบูชาพระแม่โพสพ

คาถาบูชาพระแม่โพสพ
ตำนานของขลัง คาถาบูชาพระแม่โพสพ

คาถาบูชาพระแม่โพสพ

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วกล่าวว่า

  • โพสะวะโภชะนัง อุตตะมะ ลาภัง มัยหัง สัพพะสิทธิหิตั้ง โหตุ

ตำนานพระแม่โพสพ
คาถาบูชาพระแม่โพสพ สำหรับคติความเลื่อมใสเรื่อง แม่โพสพ ตำนานพระแม่โพสพ เป็นเทพธิดา หรือเทพีประจำพืชพรรณธัญชาติ ซึ่งหมายถึง ต้นข้าว ซึ่งถือว่าเป็นพืชพรรณชนิดเดียวที่มีเทพธิดาประจำ

พระแม่โพสพ เป็นท่านเทพธิดาที่ได้รับความนับถือกราบไหว้มาแต่ว่าสมัยก่อน บอกว่าท่านเป็นผู้ที่คุ้มครองดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม ให้ผลิตผลอุดมสมบูรณ์

แม่โพสพ ก็เลยเป็นนางฟ้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของชีวิตเหล่าชาวไร่ชาวนา เมื่อแรกปลูกข้าว จนกว่าถึงเวลาไถคราด เก็บเกี่ยวรวงข้าวด้วยเคียวเหล็ก จึงควรประกอบพิธีสังเวยบูชาแม่โพสพทุกระยะไป

อย่างเช่น ก่อนหน้าเวลาเวลาพระราชพิธีจรดพระนังคัล จะปลูกศาลเพียงตา สูงระดับสายตาคนขึ้นในที่ใดอันดับแรก ที่กำหนดไว้เป็นที่แรกนาขวัญ จัดแจงเครื่องสังเวยบูชา แม่โพสพให้ครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมด้วยกล่าวคำขวัญเป็นถ้อยคำไพเราะ อ้อนวอน พระแม่โพสพให้ปกป้องรักษาต้นข้าว ขอให้ปีนี้ต้องปลูกข้าวเห็นผล ไม่ว่าจะเป็นนาหว่าน นาดำ เพราะว่าแม่โพสพเป็นหญิงขวัญอ่อนง่าย ก็เลยต้องทำพิธีเรียกขวัญเสมอเชื่อเรื่อง…

ปางอธิษฐาน

ตำนานพระเครื่อง พระพุทธรูป ปางอธิษฐาน เพศบรรพชิต

ปางอธิษฐาน
พระพุทธรูป ปางอธิษฐาน เพศบรรพชิต

ประวัติของพระพุทธรูป ปางอธิษฐาน เพศบรรพชิต
พระพุทธรูปปางอธิษฐานเพศบรรพชิต วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร จ.นครปฐม พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายหงายบนพระเพลา ( ตัก ) พระหัตถ์ขวายกขึ้น ตั้งฝ่าพระหัตถ์เสมอพระอุระ ( อก ) เบนฝ่าพระหัตถ์ไปทางซ้าย อันเป็นกิริยาสำรวมจิต ปางอธิษฐานเพศบรรพชิต พระพุทธรูปเป็นลักษณะปางนั่ง

พระพุทธรูปปางอธิษฐานเพศบรรพชิต ความเป็นมาของ พระพุทธรูปปางอธิษฐานเพศบรรพชิต
ครั้งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกพ้นเขตกรุงกบิลพัสดุ์จนมาถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา จึงเสด็จลงจากหลังม้า ประทับเหนือหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำ รับสั่งแก่นายฉันนะว่า พระองค์จะบรรพชาถือเพศเป็นบรรพชิต ณ ที่นี้ ให้นำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะกลับพระนคร เจ้าชายสิทธัตถะทรงตั้งพระทัยว่า เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะเสด็จกลับมาเทศนาโปรดพระประยูรญาติ…

พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง

ตำนานพระเครื่อง พระพุทธรูป สมัยอู่ทอง

พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง
พระพุทธรูป สมัยอู่ทอง

ตำนานพระเครื่อง พระพุทธรูป สมัยอู่ทอง

พระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง ในงานเรื่องประติมากรรมไทย
พระพุทธรูปอู่ทอง :ท่านผู้อ่านที่เคารพ ฉบับนี้เราจะมาพูดคุยกันเกี่ยวกับ ศิลปะสกุลช่างที่รังสรรค์งานประติมากรรมสัมฤทธิ์ออกมาเป็น องค์พระพุทธรูปที่เรียกขานกันว่า “พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง” ซึ่งแตกต่างจากศิลปะ “อู่ทองสุวรรณภูมิ”  ศิลปะพระพุทธรูป อู่ทองนั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นรอยต่อระหว่างศิลปะสุโขทัยและศิลปะอยุธยา มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 20 หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ อดีตหัวหน้ากองพิพิธภัณฑ์และโบราณวัตถุกระทรวงธรรมการและหัวหน้ากองโบราณคดี ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ศิลปะแบบอู่ทองนั้นคลี่คลายมาจากการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบทวารวดีกับศิลปะ ขอม กล่าวคือ การที่ขอมเข้ามามีอำนาจในแหลมอินโดจีนมิได้ทำให้งานทางศิลปกรรมของ “รัฐ” ดั้งเดิม อันได้แก่ ทวารวดีหยุดชะงักลง หากแต่ยังคงสืบทอดต่อเนื่องโดยคติความเชื่อแบบพุทธหินยานผสมกลมกลืนกับลักษณาการอันเข้มขลังของคติขอม

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้กล่าวถึงคุณค่าของ พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองในงาน “เรื่องประติมากรรมไทย” ว่า “พระพุทธรูปสมัยอู่ทอง “ศิลปะอู่ทองมีค่ายิ่งกว่าของอยุธยาและรัตนโกสินทร์ โดยเหตุที่มีแบบวิธีแปลกและมีคุณค่าของศิลปะอู่ทอง เป็นอาการปรากฏดีที่สุดในหมู่สกุลช่างต่างๆ ของพระพุทธปฏิมาศิลปะสุโขทัยและศิลปะอู่ทองนั้นมีลักษณะตรงกันข้าม ศิลปะสุโขทัยมีวงรูปนอกและรายละเอียดประณีตสุขุม ทำให้เห็นอย่างบริบูรณ์ซึ่งพระรูปโฉมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนศิลปะอู่ทองมีลายเส้นคร่ำเคร่งและตึงเครียด และมีลายเส้นขนาดใหญ่ เป็นอาการสำแดงบ่งให้เห็นว่าพระพุทธองค์ยังมีอำนาจแห่งจิตที่จะเอาชนะแก่ โลกีย์ และค้นหาทางหลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัดให้ถึงซึ่งวิมุตติ (ความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง)”

เราอาจแบ่ง พระพุทธรูปอู่ทอง ได้เป็น 3 ประเภทได้แก่
พระพุทธรูปอู่ทอง รุ่น 1 หรืออู่ทองหน้าแก่ พบในเขตเมืองสรรคบุรี จ.ชัยนาท มีพระพักตร์เหลี่ยม พระนลาฏกว้าง เม็ดพระศกคมชัด ความกว้างของพระนลาฏรับกับแนวพระขนงที่ต่อกันคล้ายปีกกา พระหนุป้านเป็นอย่างที่เราเรียกว่า คางคน

พระพุทธรูปอู่ทอง รุ่น 2 หรืออู่ทองหน้ากลาง จะมีพัฒนาการคลายความเคร่ง ขรึมที่พระพักตร์ลง มีลักษณะคล้ายมนุษย์สามัญมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการค่อยๆ ลดอิทธิพลทางศิลปะแบบขอมลง ตัวอย่างได้แก่ พระเจ้าพนัญเชิง หรือพระพุทธไตรรัตนนายก วัดพนัญเชิง จ.พระนคร ศรีอยุธยา

พระพุทธรูปอู่ทอง รุ่น 3 หรืออู่ทองหน้าหนุ่ม มีอิทธิพลของศิลปะสุโขทัยมากขึ้น พระพักตร์รูปไข่ พระนลาฏแคบ พระวรกายเพรียวบางครั้งพบในลักษณะแข้งคมเป็นสัน เรียกว่า แข้งสัน พบมากในกรุปรางค์ประธานวัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา)

พระพุทธรูปอู่ทอง นับเป็นต้นแบบของการสร้าง “พระผงสุพรรณ” หนึ่งในพระยอดนิยมของไทยชุดเบญจภาคี ที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึงมนุษย์ อีกทั้งลักษณะการแบ่งจำแนกพิมพ์และการเรียกชื่อก็เหมือนกันคือ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม ครับผม
พระพุทธรูปปางต่างๆ:ปางพระพุทธรูป ของประเทศไทย ที่มาหนังสือพิมพ์ข่าวสด
คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง โดย ราม วัชรประดิษฐ์

ขอขอบคุณแหล่งที่มา tumsrivichai.com

เงี้ยวทิ้งปืน

ตำนานพระเครื่อง พระท่ามะปราง “เงี้ยวทิ้งปืน” เนื้อชินเงิน กรุวัดท่ามะปราง จ.พิษณุโลก

เงี้ยวทิ้งปืน
พระท่ามะปราง “ เงี้ยวทิ้งปืน ” เนื้อชินเงิน 

พระท่ามะปราง เงี้ยวทิ้งปืน เป็นพระพิมพ์หนึ่งที่มีการขุดพบจากหลายกรุหลายเมือง ต้นกำเนิดที่ขุดพบครั้งแรก คือ วัดท่ามะปราง จ.พิษณุโลก ต่อมาเมื่อมีการขุดพบพระที่มีพุทธลักษณะคล้ายๆ กันนี้ ก็เรียกว่า พระท่ามะปราง เช่นกัน พระท่ามะปราง มี 2 เนื้อ คือ เนื้อดินเผา และเนื้อชินเงิน มีพุทธคุณด้านอยู่ยงคงกระพันชาตรี

ยิงฟันไม่เข้า จนได้รับฉายาว่า “พระเงี้ยวทิ้งปืน” จากบทความของ คุณชาติ วิศิษฏ์สรอรรถ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของ พระท่ามะปราง “เงี้ยวทิ้งปืน” ว่า “เงี้ยว” เป็นชนเผ่าหนึ่งอาศัยอยู่ตามภูเขา ต่อมาได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานทางภาคตะวันออกของ ประเทศพม่า ตรงบริเวณที่มีชายแดนติดต่อกับล้านนาของไทย เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองพม่า ก็ได้รวมเอาดินแดนของ “เงี้ยว” ไว้กับอินเดีย ต่อมา “เงี้ยว” เริ่มเข้ามาค้าขายกับไทย ผ่านพม่า เข้ามาทางภาคเหนือ ออกเส้นทางหลวงพระบาง และยูนาน จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มี “เงี้ยว” บางส่วนตกค้าง และทำมาหากินอยู่ในดินแดนไทย ถึงยุคกลางรัตนโกสินทร์ ภาคเหนือของไทยยังสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด บริษัทต่างชาติจากอังกฤษเข้ามาทำธุรกิจค้าไม้ จ้าง “เงี้ยว” เป็นแรงงานแผ้วถางป่า ต่อมาผู้ครองแคว้นต่างๆ ได้ยุยงให้ “เงี้ยว” แข็งข้อกับไทย หัวหน้าเงี้ยวได้นำกำลังบุกสถานีตำรวจเมืองแพร่ ตำรวจไม่สามารถต้านทานได้เงี้ยวจึงบุกสังหารปล้นทรัพย์สินทำลายคลังหลวง จน พระยาไชยบูรณ์ ข้าหลวงเมืองแพร่ ต้องหลบหนีออกไปจากเมืองแพร่ ขณะที่เงี้ยวได้ปล่อยนักโทษในเรือนจำ ให้ออกมาร่วมรบด้วย จนมีกองกำลังกว่า 300 คน กองโจรเงี้ยวจึงยึดเมืองแพร่ได้สำเร็จ และ พระยาไชยบูรณ์ ถูกโจรเงี้ยวฆ่าตาย พร้อมด้วยข้าราชการใหญ่น้อยอีกมากมาย ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้ พระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต) ยกทัพหลวงขึ้นไปปราบปราม พร้อมกับส่งกำลังจากกองทัพเมืองใกล้เคียง ทั้งเมืองพิชัย สวรรคโลก สุโขทัย ตาก น่าน และเชียงใหม่ เข้าร่วมด้วย โดยถือว่าผู้ปฏิบัติการทั้งหมดเป็นกบฏก่อการร้าย เรียกว่า กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ในขณะที่ พระยาสุรศักดิ์มนตรี นำทัพหลวงผ่านมาถึงเมือง พิษณุโลก ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการขุดพบพระกรุที่ วัดท่ามะปราง มาก่อนแล้ว 5 ปี โดยฝีมือคนร้ายขโมยขุดกรุ พระยาสุรศักดิ์มนตรี จึงได้ทำพิธีเปิดกรุพระวัดท่ามะปราง และได้นำพระจากกรุนี้ทั้งเนื้อดินและเนื้อชินแจกจ่ายแก่ทหาร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการต่อสู้กับเงี้ยว ปรากฏว่าทหารไทยที่ห้อย พระกรุวัดท่ามะปราง ถูกกระสุนปืนยิงล้มคว่ำล้มหงาย แต่ไม่เป็นไร กระสุนไม่ระคายผิวหนัง สามารถลุกขึ้นมายิงต่อสู้กับพวกเงี้ยวได้อีก จนโจรเงี้ยวเห็นเป็นเรื่องอัศจรรย์ ถึงกับใจเสีย จึงพากันหนีแตกกระเจิงไปทันที พระท่ามะปรางกรุนี้จึงมีชื่อว่า พระท่ามะปราง กรุเงี้ยวทิ้งปืน พระท่ามะปรางเป็นพระที่ขุดพบจากหลายกรุหลายเมือง แต่ต้นกำเนิดแห่งแรก คือ กรุวัดท่ามะปราง จ.พิษณุโลก มีอายุความเก่าสูงกว่าของทุกๆ เมือง มีทั้งเนื้อดิน ค่อนข้างละเอียด และเนื้อชินเงิน พุทธลักษณะ พระกรุวัดท่ามะปราง จ.พิษณุโลก องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัย พระหัตถ์ขวาวางแนบหัวเข่าด้านขวา หัวเข่าอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ ที่เรียกว่านั่งแบบเข่าใน พระพักตร์เป็นรูปไข่ พระเกศแบบปิ่นยาวเล็กน้อย เม็ดพระศกแบบตาข่ายสี่เหลี่ยม พระกรรณยาวประบ่า พระกรอวบล่ำ ซอกพระกรแคบ พระนาภี (สะดือ) เป็นแอ่งบุ๋มเล็กๆ พระวรกายชะลูดกว่าพระท่ามะปรางกรุอื่นๆ ขนาดองค์พระกว้างประมาณ 2.3 ซม.สูงประมาณ 3.8 ซม. พระท่ามะปราง “เงี้ยวทิ้งปืน” เนื้อชินเงิน กรุวัดท่ามะปราง จ.พิษณุโลก ส่วนมากมักจะไม่ค่อยสวยคมชัด ผิวดำ และผุกร่อน ขาดความสมบูรณ์ ราคาเช่าหาร่วมแสนบาท ถ้าเป็นพระสภาพดี มีคราบปรอทขาว สวยสมบูรณ์คมชัด ซึ่งมีน้อยมาก สนนราคาต้องหลักแสนถึงสองแสนขึ้นไป พุทธคุณ พระท่ามะปราง ทุกพิมพ์ ทุกกรุ ถือว่ายอดเยี่ยมทางด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี รวมทั้งเมตตามหานิยม โดยเฉพาะ “กรุเงี้ยวทิ้งปืน” ด้วยแล้ว ด้านคงกระพันชาตรี ถือว่าเป็นเลิศสุดๆ (ขอขอบพระคุณ ข้อมูลจาก คุณชาติ วิศิษฏ์สรอรรถ ภาพจาก ศ.นพ.พรพรหม เมืองแมน)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา samakomphra.com…

นางพญากรุวัดโพธิ์

ตำนานพระเครื่อง นางพญากรุวัดโพธิ์ ท่าเตียน

นางพญากรุวัดโพธิ์
นางพญากรุวัดโพธิ์ ท่าเตียน

นางพญากรุวัดโพธิ์ ท่าเตียน (วัดพระเชตุพนฯ) แตกกรุมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2482 ที่ วัดโพธิ์ฯ ท่าเตียน

สมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เข้ม )เป็นเจ้าอาวาส สันนิษฐานว่าเป็นพระที่นำมาจากพิษณุโลกเพื่อนำมาบรรจุกรุในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ท่านได้ทรงสร้างวัดโพธิ์ขึ้น พระที่แตกกรุที่วัดโพธิ์ที่บริเวณฐานชุกชีที่ประดิษฐานพระพุทธรูปตามระเบียงรอบพระ อุโบสถ ทั้งระเบียงชั้นนอก และ ชั้นใน อายุพระน่าจะอยู่ในสมัยอยุธยา พระเป็นเนื้อดินเผาลงรักปิดทอง…

พระรอดพิมพ์ใหญ่

พระรอดพิมพ์ใหญ่ ตำนานพระเครื่อง

พระรอดพิมพ์ใหญ่

พระรอดพิมพ์ใหญ่ 

พระรอดพิมพ์ใหญ่ ตำนานพระเครื่อง

พระรอด สุดยอดแห่งพระพิมพ์ของ ล้านนา หนึ่งใน “พระชุดเบญจภาคี” อันลือชื่อของไทยที่มีอายุมากที่สุด ลักษณะเป็นพระเนื้อดินเผา ศิลปะทวารวดี-ศรีวิชัย แบ่งพิมพ์ออกเป็น พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ต้อ และพิมพ์ตื้น บางตำราก็ว่ามีอีกหนึ่งพิมพ์ คือ พิมพ์บ่วงเงินบ่วงทอง แต่หาดูได้ยากยิ่ง มีพุทธคุณเป็นเลิศด้านแคล้วคลาด รวมทั้ง อยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม อุดมด้วยโภคทรัพย์ เรียกว่าครบเครื่องทีเดียว

ตามตำนานกล่าวไว้ว่า “พระรอด” สร้างในสมัยทวาราวดีเมื่อนับพันปีมาแล้ว สมัยที่พระนางจามเทวี ปกครองเมืองหริภุญไชย พระนางทรงสถาปนาพระอาราม ชื่อ จตุรพุทธ ปราการ (วัดมหาวัน) ขึ้น จึงดำริให้สร้างพระเจดีย์ไปพร้อมกัน พร้อมทั้งบรรจุ “พระรอด” ไว้ โดย พระสุมณานารทะฤๅษี เป็นผู้สร้าง

เอกลักษณ์สำคัญของ “พระรอด” คือ เป็นพระกรุเก่าแก่ที่มีการค้นพบเฉพาะที่ วัดมหาวัน จ.ลำพูน เท่านั้น และแรกเริ่ม “พระรอด” คงบรรจุอยู่ในพระเจดีย์โบราณแต่ต่อมาพระเจดีย์ได้โค่นล้มลง พระรอดจึงตกอยู่ในดินกระจัดกระจายทั่วไป จึงมีการแตก กรุของ “พระรอด” ในหลายครั้งหลายครา

ครั้งแรก ปีพ.ศ.2435-2445 สมัยเจ้าหลวงเหมพินธุไพจิตร ได้ปฏิสังขรณ์องค์เจดีย์ขึ้นใหม่ ทำให้พบพระรอดจำนวนมากภายใต้ซากเจดีย์เก่า ประมาณปีพ.ศ.2451 สมัยเจ้าหลวงอินทิยงยศ เห็นว่ามีต้นโพธิ์ขึ้นแทรกบริเวณฐานพระเจดีย์วัดมหาวัน และมีรากชอนลึก จนทำให้พระเจดีย์มีรอยร้าวหลายแห่ง จึงให้ช่างรื้อฐานและปฏิสังขรณ์ใหม่ ก็พบพระรอดจำนวน 1 กระเช้า จึงนำแจกจ่ายบรรดาญาติวงศ์เจ้าลำพูน ในปีพ.ศ.2497 มีการปฏิสังขรณ์วิหาร เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พบพระรอดไม่กี่องค์ แต่พบ พระคง พระบาง พระสาม พระสิบสอง และพระรอดหลวง

ปีพ.ศ.2498 ปฏิสังขรณ์กุฏิเจ้าอาวาสในสมัยนั้น ในการขุดเพื่อลงรากฐานก่อสร้าง พบพระรอดกว่า 200 องค์ แทบทุกองค์เป็นพระที่งามและเนื้อจัด มีหลายพิมพ์ทรง และหลังปีพ.ศ.2500 ก็ยังมีการขุดหาพระรอดโดยรอบบริเวณวัดมหาวันอยู่

สำหรับ “พระรอด” ที่นับได้ว่าเป็นองค์สำคัญในชุดเบญจภาคี คือ “พระรอด พิมพ์ใหญ่” ซึ่งมีพุทธลักษณะและพุทธศิลปะที่งดงาม และนับเป็นพิมพ์ที่มีการทำเทียมสูงสุด มีหลักการพิจารณาในเบื้องต้น ดังนี้

  • แยก “กลุ่มโพธิ์” ให้ได้ 6 กลุ่ม โดยจะมีก้านโพธิ์กั้น
  • ผนังซ้ายมือขององค์พระ จะมี “เส้นพิมพ์แตก” ลากจากพระกรรณยาวลงมาถึงโพธิ์ข้างหัวไหล่
  • ปลายพระกรรณ เป็น “ขอเบ็ด”
  • สะดือเป็นหลุมคล้าย “เบ้าขนมครก”
  • มี “เส้นน้ำตก” ลากผ่านหน้าตักจนถึงชั้นฐาน
  • มี “ฐาน” 4 ชั้น
  • หัวแม่มือขวา กางอ้าปลายตัด
  • ใบโพธิ์กลางชุดที่ 2 เป็น “โพธิ์ติ่ง”
  • ใบโพธิ์จะตั้งเป็นสันนูนขึ้นมา คล้ายทรงพีระมิด
  • เนื้อองค์พระจะละเอียดมาก ด้านหลังเป็นรอยคล้ายลายนิ้วมือ
  • ก้นมีสองชนิด คือ ก้นเรียบและก้นแมลงสาบ (ก้นพับ)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา dopratae.com…

รุ่นปลดหนี้

ตำนานพระเครื่อง พระปิดตา รุ่นปลดหนี้ หลวงปู่โต๊ะ

รุ่นปลดหนี้
พระปิดตา รุ่นปลดหนี้ หลวงปู่โต๊ะ

ตำนานพระเครื่อง พระปิดตา รุ่นปลดหนี้ หลวงปู่โต๊ะ

พระปิดตานั่งขัดสมาธิ ยกหัตถ์ทั้งสองขึ้น ปิดพระพักตร์ เว้นส่วนอื่นเป็นองค์สมมุติ ของพระอรหันตาเจ้า แต่จะเป็นองค์ใดคงต้องพิจารณากันต่อไป มีความผิดแผกแตกต่างกับ พระปิดตาชนิดที่1 และพระปิดตาชนิดที่2 ทั้งรูปและนาม พระปิดตาสองแบบแรกรูปลักษณ์ไปคนละอย่าง อิทธิคุณออกไปด้านป้องกันคุ้มครอง ทั้งมิได้เป็นองค์แทนของผู้ใด ส่วนแบบที่3 ที่จะกล่าวถึงนี้ อิทธิคุณเน้นหนักไปในทางนิ่มนวล เมตตามหานิยม เสน่ห์ ลาภผล แคล้วคลาด การจัดสร้างเนื้อหาก็แตกต่างกัน ไม่นิยมใช้สัมฤทธิ์เงิน สัมฤทธิ์ทอง เมฆพัด เมฆสิทธิ์ ที่สร้างขึ้นส่วนมากประกอบด้วย เนื้อผงตัวยาคลุกรัก คือผงมหาราชหรือผงอิทธิเจ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นผง

วิเศษ ประเภทเมตตามหานิยมที่แกะด้วยไม้โพธิ์ กาฝากรักซ้อน บรรจุด้วยพระธาตุสิวลีห่อด้วยกระดาษสาลงพระยันต์ อุดด้วยขี้สูดดินราบ(ชันโรงใต้ดิน) ถ้าแกะด้วยรากชิงหายผี นำไปแช่น้ำมันจันทน์ เสกจนพระลุกขึ้นนั่ง พุทธคุณพระปิดตา เอาน้ำมันทาตัวล่องหนแล ที่แกะด้วยงาช้างและกระดูกสัตว์ก็พอมีอยู่ แต่ไม่เป็นการถูกต้องเทพสิงจะไม่สถิตในกระดูกสัตว์เดรัจฉานได้เพียงพลังจิตของผู้ปลุกเสกเท่านั้น ที่สร้างด้วยเนื้อโลหะส่วนมากเป็นพวกชินตะกั่ว ความมุ่งหมายของการสร้าง เป็นไปได้ทั้ง บุคคลาธิษฐาน และธรรมาธิษฐาน นิยมเรียกกันว่า “พระควัมปติ”…